Distant doggy

Project Description

หนึ่งในคำถามจากเจ้าของสัตว์ที่มักจะสอบถามคุณหมอกันอยู่เสมอคงหนีไม่พ้นเรื่อง “ไรขี้เรื้อนเปียก” ซึ่งมักจะเข้าใจกันผิดกันไปไกล  ตั้งแต่เรื่องการติดต่อ การเกิดโรค รวมถึงการป้องกันรักษา หน้าที่ของสัตวแพทย์จึงหนีไม่พ้นการตอบคำถาม และให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค “ไรขี้เรื้อนเปียก” หรือ “demodicosis” เพื่อการจัดการและรักษาโรคนี้ในสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้องเหมาะสม

ดังนั้นเรามาสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกันดีกว่า

Demodex มีอยู่แล้วเป็นปกติบนผิวหนังสัตว์เลี้ยง (normal skin fauna)

โรคเรื้อนเปียกหรือ demodicosis เกิดจากการเพิ่มจำนวนของไร (mite) คือ Demodex canis ในสุนัข และ Demodex cati และ Demodex gatoi ในแมว ตามปกติแล้วไรเป็นสิ่งมีชีวิตอาศัยในรูขุมขน (hair follicles) และต่อมไขมัน (sebaceous glands) และอยู่เป็นปกติของผิวหนัง (normal skin fauna) ทั้งในสุนัขและแมว

Demodicosis เกิดขึ้นได้อย่างไร?

โรค Demodicosis ไม่ได้ติดต่อผ่านทางการสัมผัส โดยปัจจจัยที่ก่อให้เกิดโรค ได้แก่

– ความผิดปกติที่ก่อให้เกิด Demodicosis ได้ : หลายปัจจัยที่ทำให้ demodex ที่ผิวหนังมีจำนวนมากขึ้นจนมีอาการทางคลินิก เช่น ในลูกสุนัขมีที่พยาธิในลำไส้ หรือในสุนัขโตที่มีภาวะทางโภชนาการต่ำ เนื้องอก ภาวะภูมิกันถูกกดหรือลดต่ำลง  ความผิดปกติของฮอร์โมน  เช่น hyperthyroidism หรือ hypercorticosteiroidism เป็นต้น

– ปัจจัยทางพันธุกรรม : มักจะเกิดในลูกสุนัขในที่สายพันธุ์เป็นปัจจัยโน้มนำ

– ติดต่อจากแม่สู่ลูก : ลูกสุนัขจะมีโอกาสเป็นมากขึ้นถ้าแม่สุนัขเป็นโรคนี้ โดยติดต่อจากแม่สุนัขไปยังลูกสุนัขในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอด ซึ่งจะพบในลูกสุนัขช่วงอายุ 3-18 เดือน (juvenile demodicosis)

Demodicosis พบได้แบบใดบ้าง

  • Generalized demodicosis พบได้น้อย มักเกิดขึ้นในสุนัขโตที่มีอายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไป ค่อนข้างมีความรุนแรง รอยโรคกระจายทั่วผิวหนังของร่างกาย จึงต้องทำการรักษา อาจมีภาวะของโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ฮอร์โมนที่ผิดปกติ หรือการรักษาเนื้องอกที่มีการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • Localized demodicosis มักพบได้บ่อย ประมาณ 90% อาการไม่รุนแรง ผิวหนังจะมีขนร่วงเป็นวง ๆ ไม่เกิน  5 ตำแหน่ง ส่วนในลูกสุนัขอาการจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ ใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังแทรกซ้อน และประมาณ 10% ของกลุ่มจะกลายเป็น generalized form จึงจำเป็นที่จะต้องให้ยาปฏิชีวนะควบคู่ไปกับการรักษา demodicosis

 

รักษาโรค Demodicosis

การรักษาโรค Demodicosis นั้นมีหลายวิธี โดยสัตวแพทย์สามารถเลือกให้เหมาะสมกับสัตว์ป่วยแต่ละตัว รวมถึงควรให้คำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์อย่างถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันโรค เพราะไม่มียาชนิดใดที่สามารถป้องกันการเกิดโรค Demodicosis ได้ 100% และควรทำความเข้าใจกับเจ้าของสัตว์กรณีเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพื่อรักษาโรค

  1. สุนัข
    • Amitraz อาบล้างตัวสุนัขทุก 2 สัปดาห์ ด้วยความเข้มข้นที่025% ไม่ควรอาบให้สุนัขที่มีผิวหนังเป็นแผลอักเสบรุนแรง ควรอาบยานี้ในบริเวณที่มีอากาศระบายได้ดี ควรใช้ฟองน้ำชุบให้ชุ่มแล้วทาลงบนตัวสุนัข  และปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งเอง ในสุนัขขนยาวปานกลางหรือขนยาวมากควรตัดขนให้สั้นก่อน ผลข้างเคียงคือ น้ำตาลในเลือดสูง หัวใจเต้นช้า ซึมเศร้า ง่วงซึม กินน้ำมาก ปัสสาวะมาก อาเจียน และท้องเสีย ยาที่ป้องกันผลข้างเคียงของ  amitraz คือ atipamezol 0.1mg/kg  IM 1ครั้ง และ yohimbine 0.1mg/kg PO ทุกวัน เป็นเวลา 3 วัน
    • Ivemectin เป็นยากลุ่ม extralabel use ขนาดที่แนะนำ คือ ขนาด 3-0.6 mg/kg/day PO ผลข้างเคียงต่อระบบประสาทอย่างรุนแรงได้ เช่น ง่วงซึม สั่น เดินเซไปมา ม่านตาขยาย จนถึงอาการโคม่า และตายในบางกรณี ดังนั้นขนาดของยาที่ควรจะเริ่มต้น จะต้องเริ่มที่ 0.05 -0.1 mg/kg PO และเพิ่มขนาดเป็น 0.3-0.6 mg/kg PO ในช่วง 4 วันแรกของการกินยา ควรระมัดระวังในการใช้ในสุนัขสายพันธุ์ herding breed รสชาดของ ivermec จะค่อนข้างขมซึ่งสามารถให้สุนัขกินผสมกับน้ำเชื่อมหรือไอศกรีมได้
    • Moxidectin ให้กินขนาด2-0.5 mg/kg/day PO ผลข้างเคียงที่อาจพบจะคล้ายคลึงกับ ivermectin
    • Milbemycin Oxime ให้กินขนาด 5-2 mg/kg/day PO มีผลข้างเคียงน้อยกว่า ivermectin
    • Doramectin ฉีดเข้าใต้ผิวหนังขนาด 6 mg/kg/week ไม่ควรใช้กับสุนัขสายพันธุ์ herding breed
  2. แมว
    • Lime sulfur เป็นยารักษาแบบ topical leave-on agent มีความปลอดภัย ควรอาบ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ไม่ต้องล้างออก ควรให้แมวตัวอุ่นตลอดเวลาและอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท
    • Ivermectin ให้กินขนาด 3-0.6 mg/kg/day PO สามารถผสมลงในอาหารได้ อย่างไรก็ตามในขนาดสูง ๆ จะมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทได้เช่นเดียวกับในสุนัข
    • Doramectin ฉีดเข้าใต้ผิวหนังขนาด 6 mg/kg/week

การติดตามผลการรักษา ควรขูดตรวจผิวหนังในระหว่างการรักษา ควรให้เป็นผลลบ ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์

ให้คำแนะนำแก่เจ้าของสัตว์อย่างถูกต้อง

 การรักษาโรค demodicosis นั้นเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นชนิดของ demodicosis  (localized หรือ generalized, juvenile หรือ adult onset) ประวัติของสัตว์ป่วย สายพันธุ์ สาเหตุการเกิดที่แท้จริง และการทำความเข้าใจกับเจ้าของสัตว์ การรักษาอาจกินเวลาที่ยาวนาน รวมทั้งต้องรักษาโรคติดเชื้อแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และแม้ว่าจะเลือกใช้ยาในกลุ่มที่สามารถป้องกันเห็บหมัด เพื่อหวังผลในการปกป้องสัตว์เลี้ยงจากการเป็นโรค demodicosis แต่ก็ยังไม่ให้ผล 100% อยู่ดี สัตวแพทย์จึงควรทำความเข้าใจกับเจ้าของสัตว์เกี่ยวกับโรค demodicosis ให้ถูกต้อง

ที่มา:  

1.Kim L. Horne. 2010. Canine Demodicosis. Veterinary Technician. March 2010. E3-E6.

2.Mueller, R. S. 2012. An update on the therapy of canine demodicosis. Compendium. April 2012. www.vetlearn.com

3.Moriello, K.A. 2011. Treatment of demodicosis in dogs and cats. NAVC Clinician’s brief. May 2011. 17-20.

34Verde, M. 2005. Canine demodicosis. Treatment protocol. Proceeding of the NAVC North American Veterinary Conference. P 299-300. www.ivis.org

Related Project